ความคุ้นเคย 1

posted on 14 Aug 2010 19:39 by rinn7152

 . 

หลายเดือนที่ผ่านมามีเรื่องให้คิดให้ทำอยู่หลายเรื่อง แค่อาทิตย์ที่ผ่านมาก็ไม่น่าเชื่อว่าภายในห้าวัน ฉันใช้เวลาเดินทางไปมาตั้งสามจังหวัด ตอนนี้เหมือนจะใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนนมากกว่าในบ้านไปแล้วมั้ง

ในช่วงระยะเวลาไม่นานนักมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในชีวิตที่ทำให้ ท้อใจ เสียใจ ท้อแท้ เป็นทุกข์ แต่ฉันก็ยังโชคดีอยู่บ้างที่มีเรื่องดีๆในชีวิตเกิดขึ้นด้วย เออ..จะว่าดีก็คงจะไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะฉันเองก็ยังไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่านี่จะใช่เรื่องที่ดีจริงๆหรือป่าว อาจเป็นแค่เหตุบังเอิญก็ได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรฉันก็อดดีใจไม่ได้เพราะอย่างน้อยก็เท่ากับว่าได้เจอเพื่อนเก่ากับมิตรภาพที่คุ้นเคย

ถามว่าคุ้นเคยแค่ไหน ก็คงต้องบอกว่าเกือบสิบปีเลยล่ะ แล้วก็น่ะถึงจะใช้คำว่าคุ้นเคยแต่ก็ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรให้กล่าวถึงมากนัก และมันก็คงไม่น่าแปลกใจอะไรกับการดำเนินชีวิตของฉันที่มีโลกส่วนตัวแคบๆ แคบจนกระทั่งว่าถ้าจะมีใครสักคนกระโดดข้ามกรอบของโลกส่วนตัวนี้เข้ามา เราคนใดคนหนึ่งอาจต้องยืนบนบ่าของอีกคนไว้ (เห็นมั๊ยล่ะ ว่ามันแคบจริงๆ) แม้จะมีเพื่อนบางคนบอกว่า เท่าที่รู้จักกันมาเพื่อนแทบไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับตัวฉันเลย นั่นก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่อีกเหมือนกัน เพราะความคุ้นเคยเกือบสิบปีที่ฉันกำลังจะพูดถึง เค้าก็แทบไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับตัวฉันเช่นกัน

ถ้าเราจะรู้จักใครสักคน ฉันคิดว่า อดีตของที่ผ่านมาไม่สำคัญเท่าปัจจุบันที่เรากำลังทำความรู้จักกัน ชีวิตไม่ได้ยืนยาวเท่าใดนัก เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าพอหันหลังจากกันไป เราอาจไม่มีวันได้กับมายืนคุยกันอีกเลย เพราะฉะนั้นอดีตกับอนาคตจึงไม่สำคัญเท่าปัจจุบัน แม้เราจะเชื่อว่าถ้าทำปัจจุบันให้ดีอนาคตก็จะดีไปด้วย แต่อดีตที่ผ่านมาก็เคยเป็นอนาคตของอดีต และปัจจุบันก็จะกลายเป็นอดีตของปัจจุบันในวันข้างหน้าไปในที่สุด (ยิ่งพูดก็ยิ่งงงจริงๆด้วย) สรุปแล้วถ้าทำปัจจุบันให้ดี อดีตและอนาคตก็น่าจะดีไปด้วย ถ้าคิดแบบนี้ก็คงจะจริงแต่ฉันว่ามันคงไม่ใช่ทั้งหมดหรอก

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า จะไม่มีปัจจัยอะไรมาทำให้ อดีต ปัจจุบัน อนาคต เบี่ยงเบนไปจากคำว่า ดี เมื่อไม่อาจคาดเดาอะไรได้ ทุกอย่างจึงอยู่ที่ความน่าจะเป็น เมื่อเป็นเช่นนั้นฉันจึงไม่ใช่คนที่จะไปนั่งสนใจกับอดีตหรืออนาคตของใครเท่าใดนัก ซึ่งนั่นก็ทำให้ฉันเหมือนคนไม่ใส่ใจ และคำว่าความคุ้นเคยของฉันจึงไม่มีคำอธิบายอะไรอีกเหมือนกัน

ฉันกับเค้า (ก็ความคุ้นเคยนั่นล่ะ) เรารู้จักกันมาเกือบสิบปีได้แล้ว ย้อนกับไปก่อนหน้านี้นานทีเดียว เราเริ่มต้นรู้จักกันโดยเค้าเป็นเพื่อนของลูกพี่ลูกน้องฉันอีกที ด้วยวัยที่ใกล้เคียงกัน ทำให้เราทำความรู้จักพูดคุยกันได้ง่ายๆ ในวัยแค่นั้นฉันเห็นเค้าเป็นเพื่อนคนนึงไม่ได้มีความรู้สึกอะไรไปมากกว่านี้เลย เพราะในตอนนั้นฉันมีพี่ชายแสนดี ที่ฉันเฝ้าคิดไปเองฝ่ายเดียวว่า พิเศษที่สุดอยู่แล้ว

จนกระทั่งมีคำพูดนึงของเค้าที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า ฉันคงไม่ใช่แค่เพื่อนคนนึงของเค้าแล้วมั้ง ก็วันที่ฉันถามไปโดยไม่ได้คิดอะไรนอกจากชวนคุยเฉยๆว่า ทำไมเค้าถึงไม่ชอบผู้หญิงคนนึงที่มาชอบเค้า ทั้งๆที่เธอคนนั้นก็น่ารักแล้วก็เรียนเก่งมากด้วย เธอคนนั้นไม่น่าจะมีคุณสมบัติข้อไหนที่เค้าจะปฏิเสธได้เลย ในตอนนั้นเค้ามีคำตอบกับมาให้ฉันในแบบที่ฟังแล้วต้องอึ้งไปพักนึงเลยล่ะ เค้าบอกว่า เพราะเธอคนนั้นไม่ใช่ฉันอย่างไรล่ะ

เพราะคำตอบนี้ของความคุ้นเคยนี่ล่ะที่ทำให้ฉันเริ่มคิดแล้วว่าความคุ้นเคยน่าจะเห็นฉันเป็นมากกว่าเพื่อนล่ะมั้ง และที่ทำให้แน่ใจมากๆก็คือวันที่เค้าตัดสินใจมาบอกความรู้สึกดีๆที่มีให้ แต่ด้วยเพราะในตอนนั้นฉันมีพี่ชายแสนดีที่ฉันคิดว่า พิเศษที่สุดอยู่แล้ว จึงได้บอกความคุ้นเคยกับไปว่า "เราสองคนไปตั้งใจเรียนให้จบมีงานทำแล้วค่อยกับมาพูดเรื่องความรักกันอีกทีดีกว่าน่ะ"

ในตอนแรกฉันก็ไม่รู้หรอกว่าคำพูดประโยคสั้นๆแสนจะธรรมดาของตัวเองที่บอกเค้าไปจะทำให้เกิดความประทับใจอะไรได้ แต่เค้ามาบอกทีหลังว่าไม่เคยมีใครพูดกับเค้าแบบนี้ มันทำให้รู้สึกเหมือนโดนสั่งสอนยังไงก็ไม่รู้ และนั่นก็ทำให้ไม่เคยลืมคำพูดกับท่าทางของคนพูดเลยอีกด้วย (เออ..เป็นความประทับใจหรือความเกลียดฝังใจกันแน่ก็ไม่รู้เนอะ) เรื่องของเราก็เริ่มต้นและจบลงแค่นี้ ไม่ได้มีการสานต่อใดๆอีก 

เกือบสิบปีที่ผ่านมาเราต่างไปมีชีวิตของตัวเอง จะมีบ้างก็นานๆครั้งที่เราจะบังเอิญเดินสวนทางกันทั้งอย่างที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ เรามีรอยยิ้มและคำทักทายให้กันเท่านั้น แต่สิ่งที่ยังคงสัมผัสได้ว่าเค้ามีให้ฉันเสมอมาคือ ความห่วงใย ความหวังดีจากใจจริง ความคุ้นเคยของเราจึงไม่มีอะไรไห้กล่าวถึงมากกว่านี้

ที่ฉันยังเรียกความสัมพันธ์นี้ว่า ความคุ้นเคย ก็เพราะฉันรู้สึกว่านี่เป็นความคุ้นเคยจริงๆ ที่ผ่านมาฉันและเค้าต่างได้เห็นว่าเราเติบโตกันขึ้นมากแค่ไหน เราได้มองเห็นความเป็นไปของกันอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าจะเพียงผิวเผินเท่านั้น แต่เราก็ยังได้มองเห็นกันอยู่ตลอดมา

.................................................................

ด้วยนิสัยแข็งๆ ที่ไมได้อ่อนหวาน อ่อนไหว เท่าใดนักของตัวเอง เมื่อไม่นานมานี้ฉันจึงได้ถามเค้าไปตรงๆว่า "นี่เรากำลังทำความรู้จักกันมากกว่าเพื่อนอยู่ใช่ไหม" เค้าเองก็คงไม่คิดว่าฉันจะถามอะไรไปแบบนี้หรอก แต่ก็มีคำตอบกับมาได้น่าประทับใจอยู่ไม่น้อย เค้าบอกให้เรียกว่า "เรากำลังเรียนรู้กันอยู่ดีกว่า" ฉันจึงบอกเค้าไปว่าถ้าเรากำลังจะเรียนรู้กันฉันมีเรื่องจะขอเค้าสองข้อ ทำได้หรือไม่ได้ขอให้บอกกันมาตรงๆด้วย

ข้อแรก ต่อจากนี้ไม่ว่าจะมีเรื่องที่ดีหรือร้ายใดๆเกี่ยวกับฉัน ก่อนที่เค้าจะเชื่อในเรื่องนั้นๆ ก่อนที่เค้าจะตัดสินว่าฉันผิดหรือถูก ขอให้เค้าถามฉันก่อน ขอให้เค้าฟังฉันก่อน แล้วค่อยไปคิดต่อเอาเองว่าจะเชื่อฉันหรือไม่ เพราะอย่างน้อยเค้าก็ได้ตัดสินจากสิ่งที่มาจากความเป็นฉันที่ไม่ใช่จากคนอื่น

ข้อสอง ฉันไม่ต้องการความรักที่บรรจงแต่งด้วยคำพูดหรือตัวอักษรสวยงามใดๆ แต่ให้พิสูจน์ด้วยการกระทำ

ฉันเองก็รู้ดีว่าไม่ยุติธรรมเลยที่ฉันขอเค้าไปแบบนี้ เพราะมันเท่ากับฉันเอาความรู้สึกของตัวเองมาเป็นเงื่อนไขในการเรียนรู้กัน แต่นั่นเป็นเพราะฉันในตอนนี้อ่อนแอเกินไปถ้าจะต้องพบกับความรักเพ้อฝันใดๆอีก

ข้อแรกเค้าตอบกับมาโดยไม่ต้องหยุดคิดว่า แม้วันนี้ฉันจะเป็นเพียงเพื่อนที่ไม่ใช่คนกำลังเรียนรู้กันเค้าก็ต้องฟังทุกอย่างจากฉันก่อนอยู่แล้ว และไม่ว่าบทสรุปของทุกอย่างจะเป็นเช่นไรเราก็จะยังเป็นคนคุ้นเคยกันอยู่นั่นเอง แล้วยังขอให้ฉันทำเช่นเดียวกับที่ขอเค้ามาด้วย

ข้อสองเค้าบอกกับมาว่าจะทำทุกอย่างด้วยความจริงใจ และขอความเชื่อมั่นในตัวเค้าจากฉันด้วย

จะว่าไปแล้วฉันเองก็ไม่มีความแน่ใจใดๆนักหรอกว่า ฉันยินดีที่จะเรียนรู้กันตามที่เค้าบอกหรือฉันในตอนนี้แค่ต้องการจะมีใครสักคนเท่านั้นหรือป่าว ฉันก็ยังไม่รู้อีกด้วยว่าการเรียนรู้กันของเราจะจบลงอย่างไร เราอาจจะพบว่าเราต่างไม่ใช่คนที่ใช่ของกันเลย และเราอาจพบว่าเราต่างเป็นคนที่ใช่ของกันและกันอย่างแท้จริง หรือเราอาจจะได้คำตอบว่าเราต่างเหมาะสมที่จะเป็นเพียงคนคุ้นเคยกันเหมือนที่ผ่านมาเท่านั้น แต่อย่างน้อยเราก็ได้มีโอกาสของการเรียนรู้กันไม่ใช่เหรอ

เพราะฉันเชื่อว่าการที่เราจะเป็นคนรักกันได้หรือไม่มันต้องมีอะไรที่มากกว่าคำว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ เท่านั้น ฉันไม่เถียงว่าความประทับใจ ความชอบเมื่อแรกพบเป็นสิ่งสำคัญ แต่เราไม่มีทางจะรู้ได้เลยว่าคนตรงหน้าจะใช่คนที่ใช่สำหรับเราหรือเปล่า ถ้าเราไม่แม้แต่จะเปิดโอกาสแห่งการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นการที่เราได้มาพบกันอาจเป็นเรื่องบังเอิญของโชคชะตา แต่การเรียนรู้กันคงต้องอาศัยความตั้งใจของเราสองคน

 

Comment

Comment:

Tweet